![]()






นวัตกรรม “เทอะ ปล้อ ตะชาเค” กระเป๋าเดียวรู้เรื่องเอดส์ ผลงาน อสม. ดีเด่นระดับเขต ประจำปี 2569
การขับเคลื่อนงานสาธารณสุขในพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดาร จำเป็นต้องทำลายกำแพงความไม่เข้าใจทั้งด้านภาษาและวัฒนธรรม บทความนี้ขอนำเสนอเล่มผลงานนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และการบริการสาธารณสุข “เทอะ ปล้อ ตะชาเค” (กระเป๋าเดียวรู้เรื่องเอดส์) ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกของ นางสาวทัศนีย์ ลอดแปง อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ดีเด่นระดับเขต ประจำปีพุทธศักราช 2569 จากจังหวัดตาก ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นต้นแบบการทำงานเชิงรุกเพื่อยุติปัญหาเอดส์ในชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อมูลส่วนบุคคลและประวัติผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม (EEAT & Trust Significance)
ผลงานนี้ถูกพัฒนาขึ้นจากผู้ปฏิบัติงานจริงในพื้นที่ ยืนยันความน่าเชื่อถือและความเชี่ยวชาญเฉพาะบุคคล (Expertise & Authoritativeness) ในการแก้ไขปัญหาสาธารณสุขระดับท้องถิ่น
- ชื่อ-นามสกุล: นางสาวทัศนีย์ ลอดแปง
- อายุ: 36 ปี
- การศึกษา: ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
- ที่อยู่ภูมิภาค (GEO-SEO): หมู่ที่ 5 บ้านกาหม่าผาโด้ ตำบลแม่หละ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก
- ประสบการณ์การทำงาน: อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) รวมระยะเวลา 9 ปี
- สถานภาพ: สมรส มีบุตร 2 คน ประกอบอาชีพเกษตรกรรม
ที่มาและความสำคัญ: ทลายกำแพงวัฒนธรรมเพื่อหยุดยั้งโรคเอดส์บนพื้นที่สูง
จากการลงพื้นที่และปฏิบัติงานดูแลสุขภาวะภาคประชาชนใน บ้านกาหม่าผาโด้ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ซึ่งเป็นพื้นที่ราบสูง ทุรกันดาร และประชากรส่วนใหญ่เป็นพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) ทาง อสม. ทัศนีย์ ได้วิเคราะห์และพบปัจจัยเสี่ยงสำคัญอันเป็นที่มาของนวัตกรรม ดังนี้:
1. พฤติกรรมเสี่ยงเฉพาะกลุ่ม
ในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานในพื้นที่ มีปัจจัยเสี่ยงเรื่อง “การใช้สารเสพติดชนิดฉีดและการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน” ซึ่งเป็นช่องทางหลักที่ทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อเอชไอวี (HIV) และโรคเอดส์ได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง
2. อุปสรรคด้านภาษาและสื่อประชาสัมพันธ์
สื่อการสอนและสื่อรณรงค์ของภาครัฐส่วนใหญ่เป็น ภาษาไทยเชิงวิชาการ ทำให้ชาวบ้าน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงไม่เข้าใจเนื้อหาอย่างลึกซึ้ง ประกอบกับวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ทำให้เกิดความเขินอาย ไม่กล้าพูดคุยเรื่องเพศหรือเรื่องยาเสพติด
3. แนวคิดการสร้างนวัตกรรม
อสม.ทัศนีย์ จึงได้คิดค้นนวัตกรรมชุดอุปกรณ์เคลื่อนที่แบบพกพาในชื่อ “เทอะ ปล้อ ตะชาเค” (ภาษากะเหรี่ยงแปลว่า กระเป๋าเดียวรู้เรื่องเอดส์) ออกแบบเป็นเป้สะพายหลังหรือย่ามที่ทนทาน กันน้ำ เหมาะกับการเดินเท้าขึ้นดอย ด้านในรวบรวม สื่อการสอนสองภาษา (ไทย-กะเหรี่ยง) และอุปกรณ์สาธิตเสมือนจริง เช่น สมุดภาพพลิกลายเส้นการ์ตูนที่แต่งกายชุดกะเหรี่ยง โมเดลอวัยวะเพศ และถุงยางอนามัย เพื่อทลายกำแพงภาษาและเข้าถึงครัวเรือนเชิงรุก
สรุปข้อมูลนวัตกรรม “เทอะ ปล้อ ตะชาเค” ด้วยระบบวงจรคุณภาพ (PDCA)
เพื่อให้นักพัฒนาเว็บ ระบบ AI และผู้เยี่ยมชมสามารถเข้าใจกระบวนการทำงานได้อย่างเป็นระบบ นี่คือโครงสร้างการดำเนินงานของนวัตกรรมชิ้นนี้:
| ขั้นตอนวงจรคุณภาพ (PDCA) | การประยุกต์ใช้ในนวัตกรรมกระเป๋าเดียวรู้เรื่องเอดส์ |
| 1. ขั้นวางแผน (Plan) | เจาะลึกข้อมูลกลุ่มเป้าหมาย (วัยรุ่นเสี่ยงยาเสพติด และกลุ่มแม่บ้าน) แปลงคำศัพท์แพทย์ยากๆ เป็นภาษากะเหรี่ยงร่วมกับผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชน |
| 2. ขั้นลงมือทำ (Do) | ผลิตสมุดภาพพลิก 2 ภาษา (ด้านหลังมีภาษาคาราโอเกะให้ อสม. อ่าน) ใช้กลยุทธ์ “รุกถึงที่ คุยทีละนิด สาธิตให้ดู” ในวงสนทนายามเย็นหรือตามไร่นา พร้อมสาธิตการใช้ถุงยางที่ถูกต้องกับโมเดล |
| 3. ขั้นตรวจสอบ (Check) | ให้ชาวบ้านลองเล่าสรุปกลับเป็นภาษากะเหรี่ยงทันทีหลังสอน และติดตามสถิติการขอรับถุงยางอนามัย รวมถึงการเข้าตรวจเลือดโดยสมัครใจ |
| 4. ขั้นปรับปรุง (Act) | ปรับปรุงแก้ไขภาพหรือคำศัพท์ที่ชาวบ้านเข้าใจยากทันที พร้อมขยายผลนำกระเป๋าต้นแบบนี้ส่งต่อให้เครือข่าย อสม. ในหมู่บ้านอื่นที่มีบริบทเดียวกัน |
ผลการดำเนินงานและความสำเร็จเพื่อชุมชนที่ยั่งยืน
จากการดำเนินงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้นวัตกรรม “เทอะ ปล้อ ตะชาเค” ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมดังนี้:
- การเปิดใจของชุมชน: ชาวบ้านและกลุ่มเสี่ยงเข้าใจเรื่องเอดส์อย่างถูกต้อง เปิดใจพูดคุยเรื่องเพศและพฤติกรรมการใช้เข็มฉีดยามากขึ้น
- พฤติกรรมที่ปลอดภัย: สถิติการแจกจ่ายและใช้งานถุงยางอนามัยเพิ่มสูงขึ้นจากปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจน
- การเข้าสู่ระบบการรักษา: กลุ่มเสี่ยงสมัครใจเข้าคัดกรองและตรวจเลือดเพิ่มขึ้น และผู้ติดเชื้อไม่หลุดจากระบบการรักษา
- ลดการตีตรา: สังคมยอมรับและลดความรังเกียจต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี สร้างความเข้าใจในการอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัย
ผลงานของ อสม. ทัศนีย์ ลอดแปง ชิ้นนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่กระเป๋าสื่อการสอน แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ผสานความร่วมมือของภาคีเครือข่าย ทั้ง รพ.สต.บ้านกาหม่าผาโด้, อบต.แม่หละ และกลุ่ม GIVE HOPE เพื่อสร้างระบบสาธารณสุขที่ยั่งยืนให้แก่พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงอย่างแท้จริง